Archive

Posts Tagged ‘regional director’

ประวัติ วัชรากร วานิช(เปา)

January 8th, 2011 Comments off

ประวัติ วัชรากร วานิช(เปา)

สวัสดีครับ เปา นะครับ วัชรากร วานิช

ขอกล่าวคำว่า “เป็นเกียรติอย่างสูง” ครับ ที่เราได้พบกัน(ไม่ว่าจะตั้งใจ หรือไม่ก็ตามแต่ แหะ ๆ) เชื่อเหลือเกินครับ ว่าเราคงมีบางส่วนของความคิดที่ตรงกันล่ะ ถึงได้มาเจอกัน ณ ที่นี้ ลองมาทำความรู้จักกันสักหน่อยแล้วกันนะครับ

บ้านนอก เข้ากรุง

ผมชื่อ เปา ครับ วัชรากร วานิช พื้นเพเป็นคนต่างจังหวัดครับ บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เกิด-เรียน-โต ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ผมเกิดในครอบครัวที่มี พ่อ เป็นผู้นำครอบครัว พ่อ รับราชการครู ส่วน แม่ เป็นแม่บ้าน

วัชรากร สมัยเรียนรามฯ

วัชรากร สมัยเรียนรามฯ

ธรรมดาของชีวิตข้าราชการไทยครับ มีชีวิตผูกพันกับบางสิ่งที่เรียกว่า “หนี้สิน” แทบจะทุกคน เห็นด้วยหรือเปล่าครับ แต่พ่อผม คือ “พระในบ้าน” ครับ ท่านเลี้ยงดู ส่งเสียให้ผมได้เรียน ถือว่าผมโชคดีกว่าหลาย ๆ คน ที่เป็น เด็กบ้านนอก ด้วยกัน ซึ่งเขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสเช่นผม

ภูมิใจครับ ที่ได้เกิดเป็นคนต่างจังหวัด แม้จะเคยมีบางครั้งเหมือนกันที่คิดว่า “ทำไม เราไม่ได้เกิดในกรุงเทพฯ จะได้มีโอกาสได้เรียนที่ดี ๆ สอบเข้ามหา’ลัยดัง ๆ ได้บ้าง“…

แต่เมื่อเติบโตขึ้นมาจริง ๆ พบเจอหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง เลยทำให้ได้รู้ว่า ความที่เป็น คนบ้านนอก นั้น สอนผมหลายอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่อง ความอดทน

ผมเรียนจบ ปริญญาตรี วิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นี่ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่สอนผมอีกหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะ ความมุ่งมั่น ความอดทน เรียนราม ต้องดูแลตัวเองครับ ไม่มีไครมาสนใจหรอกว่า เราจะเข้าเรียนหรือไม่ อ่านหนังสือหรือไม่ และ สอบได้หรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่ในความใส่ใจของเราเพียงคนเดียว ได้อะไรมาเยอะครับ ภูมิใจอีกครั้งครับ ที่ได้เรียนราม

ฝันอยู่เหรอ ลืมตาตื่นซะ

ผมเริ่มทำงานประจำตั้งแต่ยังเรียนอยู่เลยครับ เรียนปี 4 ก็มีโอกาสได้ฝึกงานกับบริษัท software house แห่งหนึ่งย่านรามคำแหง “Prosoft Comtech Co.,Ltd.” ต้องขออนุญาติเอ่ยนาม เพราะอยากจะขอบคุณที่นี่มากจริง ๆ Prosoft ให้สถานที่ฝึกงานและรับผมเข้าเป็นพนักงานในเวลาต่อมา อันนี้ช่วยแบ่งเบาเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเริ่มหนักหน่วงขึ้นเมื่อน้องสาวของผมจบ ม.6 และเริ่มเรียนมหา’ลัย

เริ่มทำงานประจำในตำแหน่ง programmer ด้วยเงินเดือนเริ่มต้นหลักหมื่นนิด ๆ ก็ถือได้ว่าไม่เลวสำหรับนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบเสียด้วยซ้ำ เหนือกว่านั้นคือ ได้ทำงานในตำแหน่งเดียวกัน เนื้องานเดียวกันกับคนที่จบมาแล้วด้วย

ขณะที่ทำงานประจำช่วงแรก ๆ ผมได้เริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจมากขึ้น แม้จะได้อ่านหนังสือแนวนี้มาพอสมควรแล้วสมัยเรียนมหา’ลัย แต่เนื่องจาก ไม่มีปัญญาซื้อหนังสือ ก็เลยไม่ค่อยได้อ่านมากนัก

อ่าน อ่าน อ่าน… คิด คิด คิด… ฝัน ฝัน ฝัน… อยากมีเงินเยอะ ๆ อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ อยากบริหารลูกน้องนับร้อย อยากโน่น อยากนี่ แต่… แต่ผมยังนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ในงานประจำอยู่ทุกวัน อ่าน คิด ฝัน แต่ไม่ได้ทำ

ด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” และ “เงินสี่ด้าน” แม้จะมีงานที่มีรายได้ที่ดี แม้จะมีงานที่มีโอกาสก้าวหน้า แต่ผมก็ยังคิดเสมอว่า จะต้องเป็นเจ้าของธุรกิจให้ได้ จะต้องมีธุรกิจของตัวเองให้ได้ แรงบ้าง เบาบ้าง แล้วแต่แรงกระตุ้นในแต่ละวัน

แต่ด้วยงานประจำที่ค่อนข้างหนัก ก็ทำให้คิดถึงเรื่องธุรกิจน้อยลง จนไม่ได้คิดถึงมัน และถึงขั้น ยอมจำนนไม่มีทางที่จะเกิดสิ่งที่ต้องการได้เราคงไม่มีทางเป็นเจ้าของธุรกิจได้ เราคงไม่มีทางถูกเรียกว่านักธุรกิจ” ได้ นานวันเข้าจนเรื่องของการทำธุรกิจเริ่มจางหายไปจากหัว

เมื่อเป้าหมาย ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่ทำอยู่

ทำไมผู้คนส่วนมากถึงคิดกันแค่ว่า “ทำงาน เก็บเงิน เอาตัวรอดได้” หรือ “หาทุนสักก้อน กลับบ้านนอก ไปทำอะไรเล็ก ๆ พออยู่ได้” ไม่ทราบว่า “คุณคิดแบบนี้หรือไม่? แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่า “ศักยภาพในตัวตนของมนุษย์ มีมากกว่าแค่ เอาตัวรอด

ผมต้องการที่จะเป็น “ผู้ให้” ครับ(ไม่ได้สร้างภาพนะ) อยากจะให้ออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ช่วยเหลือผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่ต้องการ ผมอยากจะเป็น “เกษตกรเดินตามแนวทางพระราชดำริ(อันนี้ก็ไม่ได้สร้างภาพนะ อยากเป็นจริง ๆ) ผมอยากกลับไปอยู่บ้านนอก อยากกลับไปอยู่กับ พ่อ-แม่ กลับไปอยู่บ้านที่ผมเกิด และผมจะขอตายที่นั่น

ผมรู้ตัวเองมาโดยตลอดครับ ว่าชีวิตนี้ ต้องการอะไร ต้องเป็นอะไร และผมก็รู้ครับว่า ต้องทำอะไร แต่… 

ผมก็ยังต้อง “ดิ้นรน ทำมาหากิน” คลุกอยู่กับงานประจำ โดยหวังถึงเงินเดือนขึ้นตอนสิ้นปี ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า “สิ่งที่ทำอยู่ มันไม่ได้เป็นเส้นทางสู่ สิ่งที่ต้องการ หรือ สิ่งที่ต้องการจะเป็นเลย“… ผมเพียงแค่ดิ้นรน เอาตัวรอด คุณค่าของผมมีอยู่แค่นี้จริงหรือ? ผมมั่นใจว่าไม่ใช่แน่นอน! แต่…

ก็ผมยังต้องกินข้าวอยู่ ถ้าผมกินหญ้าได้ ผมกลับไปอยู่บ้านนอกนานแล้ว” นี่คือข้อแก้ตัวของผม ที่ถูกใช่เมื่อมีอะไรมากระตุ้นเรื่องการเป็น “เจ้าของธุรกิจ

ขำขันกับสิ่งที่พลาดไป

ผมติดตามอ่านหนังสือของ Robert Kiyosaki แทบทุกเล่ม ยกเว้น “โรงเรียนสอนธุรกิจ” ที่เนื้อหาเกี่ยวโยงกับธุรกิจเครือข่ายโดยตรง ทำให้ผมไม่ได้สนใจในธุรกิจนี้เลย แม้แนวคิดการเป็นเจ้าของธุรกิจจะยังมีอยู่เสมอ แต่ก็ได้มองข้ามธุรกิจเครือข่ายไป(ขำดีเหมือนกัน)

หลังจากทำงานประจำได้ราว 3 ปี เพื่อนกลุ่มหนึ่งได้แนะนำให้รู้จักกับธุรกิจเครือข่ายค่ายไทยแท้ค่ายหนึ่ง แต่ด้วยมูลค่าที่พูดถึงเป็นหลักพัน หลักหมื่น ผมจึงไม่ได้สนใจอะไรนัก แม้จะรับรู้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นดีเพียงใดก็ตาม

agel-tin ติณณ์ วิถีธรรมศักดิ์

Up-line ติณณ์ วิถีธรรมศักดิ์

ถัดจากนั้นราว 6 เดือน รุ่นพี่ท่านหนึ่งได้แนะนำให้รู้จักกับ Agel เอเจล ท่านเป็นรุ่นพี่ที่มากล้นในเรื่องของ “น้ำใจ” ครับ upline ผมเอง คุณติณณ์ วิถีธรรมศักดิ์ หรือ พี่ตั้ม แต่ผมเรียกว่า พี่ติณณ์

In the name of AGEL

หลังจากเข้าฟังบรรยายธุรกิจของ Agel เอเจล แล้ว ผมไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะ “ตัดสินใจ” สำเร็จกับ Agel เอเจล ณ ตอนนั้น ผมไม่ทราบหรอกครับ ว่าจะได้สิ่งที่ต้องการจาก Agel เอเจล หรือไม่… ผมมองเพียงแค่ว่า นี่คือเส้นทางที่จะพาผมไปยังเป้าหมายที่ผมต้องการ อย่างน้อย ๆ ผมก็อยู่บนเส้นทางที่มุงสู่เป้าหมาย ถ้าพลาด ผมก็อยู่บนเส้นทางเดิม…

ว่าแต่… ทำไม่ผมถึงเลือก Agel เอเจล? เหตุผล(ณ ขณะนั้น)ไม่มีอะไรมากครับ Agel เอเจล คุยกับผมด้วยมูลค่าที่สูงพอ มากพอที่จะสนองตอบ เป้าหมาย ของผมได้ สารภาพตามตรงครับ ผมสนใจแค่เรื่องของธุรกิจจริง ๆ ไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ว่า สินค้า คืออะไร

สัมผัสแห่งแสงสว่าง